ช่วงนี้ผมมีโอกาสกลับมาอ่าน entry เก่าๆในบล็อคของผมเอง
 
ก็ได้ค้นพบบางอย่างที่ผมเกือบลืมไป นั่นคือ...
 
 
ผมสัญญากับผู้อ่านไว้(ในหลายๆตอน) ว่าจะกลับมาเขียนเรื่องนู่นเรื่องนี้
 
แต่ก็ออกทะเลไปเขียนเรื่องอื่นซะก่อน (มันเป็น feeling อ่ะ) Foot in mouth
 
 
เอาล่ะ.. วันนี้จะกลับมาเก็บตกเรื่องที่ผมเคยบอกไว้ว่าจะเขียน
เมื่อ 2000 ปีก่อนคริสตศักราช (ความรู้สึกมันนานขนาดนั้นจริงๆนะ อิอิ)
 
 
 
เรื่องที่หลายๆครั้ง นักเรียน นักศึกษา หรือใครก็ตามที่เรียนภาษาอังกฤษ
ชอบถูกถามบ่อยๆ จนอาจทำให้เรารู้สึกว่า ไม่มีไรจะถามแล้วไง๊ คือ
 
 
"ประโยคในภาษาอังกฤษมีกี่แบบ"
 
"How many types of sentences are there in English?"
 
 
คำตอบที่ได้ อาจมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งอาจเริ่มได้จาก
 
 
"1 ครับ"  
 
"ไม่เกิน 5 ค่ะ" (อ่ะ play safe ไปเนียนๆ) 
 
"18 คับบบ" (เอิ่ม เอามาช่วยขนของหนีน้ำท่วมเรอะ เยอะไป๊!!!)
 
 
 
***
ก่อนจะเข้าเรื่องอย่างเป็นทางการ (นี่ยังไม่ได้เข้าสินะ) 
ถ้าใครยังไม่ได้อ่านตอน Clause VS. Sentence 
แวะเข้าไปอ่านตอนนั้นซักนิดนึงก่อนครับ
(โดยเฉพาะเรื่อง IC กับ DC) ^^
 
จะช่วยให้เวลาอ่านเรื่อง sentence แล้ว เข้าใจได้ง่ายมากขึ้นเป็นกระบุง
 
ตามลิ้งนี้ไปโลด http://first-english.exteen.com/20120424/clause-vs-sentence
 
 
 
สรุป ประโยคในภาษาอังกฤษ มีกี่แบบล่ะ.... Laughing
 
 
มี 3 แบบครับ (บางสำนักอาจบอกว่า 4 ก็ได้)
 
 
 
แล้วมีอะไรบ้าง
 
 
1. Simple sentence (ภาษาไทยเรียก ประโยคความเดียว)
 
2. Compound sentence (ประโยคความรวม) และ
 
3. Complex sentence (ประโยคความซ้อน)
 
 
และที่ผมบอกไปว่า มันอาจมีแบบที่ 4 ด้วยก็ได้ ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากครับ
มันคือแบบ 2 + 3 ได้ออกมาเป็น compound complex sentence
 
ผมจะไม่เน้นแบบสุดท้ายเท่าไหร่นะครับ เพราะเข้าใจแค่ 3 แบบแรกก็โอเคแล้ว
 
 
. . . . . . . . . .
 
 
 
SIMPLE SENTENCE  = (IC)
 
ถ้าจำได้จากตอน Clause VS. Sentence ที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้
IC คือ Independent Clause จำกันได้มั้ยครับว่ามันคืออะไร
 
ถูกต้องงง... (ช่วยผมทำมาหากินด้วยนะ ฮ่าๆ) มันคือประโยคที่สมบูรณ์นั่นเอง
เป็น clause ที่นับเป็น sentence ได้เลยทีเดียว 
แถมจากชื่อของมันก็คือ Independent (adj.) = อิสระ คือข้าไม่ต้องพิงใคร
 
 
เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า Simple sentence ก็จะมี IC หนึ่งอันครับ
จากชื่อของมัน simple ก็ ง่ายๆ หยวนๆ 
 
เราชอบท่องกันว่า ประโยคความเดียว มีประธานตัวเดียว มีกริยาตัวเดียว
 
แบบนี้ใช้ได้เลยแหละ แต่ว่า ไม่ได้แปลว่าประธานมีได้ตัวเดียว และกริยาตัวเดียว
อยู่กันสองตัวโดดๆนะ เหงาตาย!
 
 
- Jake has gone to Italy for a month. 
    S   +   V 
 
ถ้าอย่างประโยคข้างบนนี้ ชัดเจนเลยว่ามีอย่างละตัว เป็น simple sentence ล้านเปอร์เซ็น
 
ลองดูอีกตัอย่างนึงครับ..
 
 
- Kim and her family went abroad and bought a new apartment there last year.
              S              +                 V
 
ตัวอย่างนี้ประธานมี 2 คนครับคือ Kim กับครอบครัวของเธอ แถมทำกริยาสองอย่างแน่ะ
คือไปต่างประเทศ (to go abroad) แล้วก็ซื้ออพาร์ทเม้นที่นู่นด้วย 
คำถามก็คือ... ประโยคนี้เป็น simple sentence หรือไม่..??? 
 
ติ๊ก ต่อก ติ๊ก ต่อกกกก... 
 
 
เป็นครับ Wink
 
 
เพราะ simple sentence คือ ประโยคที่ประธานและกริยาเป็น "ชุด" เดียวกัน
ไม่ว่าจะมีกี่คน หรือทำกี่อย่าง แต่ถ้ายังทำด้วยกัน เราถือว่าเป็น simple sentence 
 
 
 
 
 
COMPOUND SENTENCE = (IC) + (IC
 
ประโยคความรวมของภาษาอังกฤษ จำง่ายๆเลยก็คือ
เอาประโยคความเดียวมา "รวม" กันเป็นสองประโยคครับ
(บ๊ะ...ง่ายจริงไรจริง) 
 
compound แปลว่า รวม จากที่เราเห็นใน compound noun ก็คือ
คำนามที่เอามารวมกัน อย่าง
 
a school boy (school + boy) 
a bus stop (bus + stop)
 
 
ประโยคความรวมก็สรุปได้ว่าเป็นประโยคที่มี IC มารวมกันสองชุด
 
 
แต่..
 
ก่อนจะรวมกัน มันต้องมีอะไรมา "เชื่อม" ซะก่อน 
พอนึกถึงคำเชื่อม ก็เตรียมกระทะต้มน้ำตาลนะ (ยิงมุกแป้กก่อน) Undecided 
 
มันคือ coordinating conjunctions มีทั้งหมด 7 คำ จำแบบง่ายๆว่า
 
 
FANBOYS !!! (แฟนบอยส์) หรือ แก๊ง 7 เทพ!!! Yell
 
 
For / And / Nor / But / Or / Yet / So
 
 
แก๊ง FANBOYS นี้จะรับจ้างเชื่อมคำหรือประโยคที่ มีน้ำหนักเท่ากัน เสมอภาคกัน
 
อย่างเชื่อม Noun.
 
- Rob and Tom are best friends.
- Would you like to have coffee or tea?
 
และ FANBOYS ยังรับเชื่อม "ประโยค" อีกด้วยครับ เพราะฉะนั้น จะสรุปได้ว่าประโยคที่
แก๊ง FANBOYS มาเชื่อม จะกลายเป็น Compound sentence ในบัดดล
 
 
หลักการเชื่อมประโยคโดยใช้ FANBOYS ก็คือ พอจบประโยคแรกปุ๊ป
ใส่ comma (,) เพื่อให้รู้ว่ายังไม่จบประโยคนะเว้ยย แล้วก็ตามด้วย
คำเชื่อมของเรา แล้วตามด้วยประโยคสุดท้ายครับ 
 
ไปดูตัวอย่างกัน
 
เรามี simple sentence อยู่ 2 ประโยคครับ ทีนี้ มันไม่เก๋พอ จับเชื่อมซะ!!
1. Sam gave Sarah an elegant ring.
2. He took her to the best restaurant in the town.
 
- Sam gave Sarah an elegant ring, and he took her to the best restaurant in the town.
    S  +  V*                                       S + V*
   [แซมมอบแหวนที่สวยมากๆวงนึงให้กับซ่าร่า และเขาก็ได้พาเธอไปภัตตาคารที่ดีที่สุดในเมืองด้วย]
 
*สังเกตว่ามี S + V สองชุด เพราะมี simple sentence 2 ประโยคนั่นเอง
 
 
 
เอาล่ะ เรามาทำความรู้จักกับสมาชิกแก๊งนี้กันซักนิด
 
 
1. FOR (เพราะว่า)
ประโยคที่มี for เชื่อม แสดงว่าทั้งสองประโยคเป็นเหตุเป็นผลกัน
อย่าสับสนกับ for ที่เป็น preposition นะครับ คนละอันกัน ตัวนั้นจะแปลว่า เพื่อ หรือ สำหรับ
(ex. I really want to buy this for my mom. / This gift is for you.)
 
บางคนอาจจะสงสัยว่า อ้าวแล้วมันต่างกับ because ยังไงหรอ
เรื่องความหมายไม่ต่างกันเลยครับ แต่ถ้าเทียบ for กับ because จะต่างกันตรงที่
 
for = coordinating conjunction (ประโยคที่ออกมาเป็น compound sentence)
because = subordinating conjunction (ประโยคกลายเป็น complex sentence ครับ)
 
เอาล่ะ ไปดูตัวอย่างกานน...
 
- Susan has been studying hard these days, for she wants a scholarship.
   [ช่วงนี้ซูซานตั้งใจเรียนอย่างมาก เพราะเธอต้องการได้ทุน]  โอ้ เด็กดีจริงๆ
 
- Kate avoids eating something too sweet, for she can balance her diet.
   [เคทเลี่ยงอาหารหวานจัดเพราะเธอต้องการควบคุมการกินอาหารให้สมดุล]
 
 
 
2. AND (และ)
อย่างที่ยกตัวอย่างที่ข้างบนครับ and จะใช้เชื่อมประโยคที่สนับสนุนกัน
หรือต้องการที่จะขยายความเพิ่มเติม ไปในทางเดียวกัน
 
- Oliver could not go to the cinema in time, and he also lost the ticket!
   [โอลิเวอร์ไปโรงหนังไม่ทันเวลา แถมยังทำตั๋วหายอีก] เอา เฮ....
 
- Jane came to Bangkok last week, and she also visited her friends in Chiang Mai.
   [เจนมาที่กรุงเทพฯเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และเธอก็ไปหาเพื่อนๆที่เชียงใหม่อีกด้วย]
 
 
 
3. NOR (และ) แบบปฏิเสธ 
คำว่า Nor ไม่ค่อยได้พบเจอมากเท่าไหร่ครับ  แต่ก็นะ..
ไหนๆมันก็เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งเชื่อมนี้ รู้จักเจ้า Nor ซักหน่อยคงไม่เสียหาย
 
(ปล. เราจะเจอ nor อยู่กับ neither ซะมากกว่า ในเรื่อง either..or.. / neither..nor..)
 
 
Nor ใช้เป็นคำเชื่อมระหว่างสองประโยคที่เป็นปฎิเสธ แต่.... (อีกแล้วเรอะ)
มันมีความเฟี้ยวเงาะนิดนึง ตรงที่ ประโยคที่ตามหลัง Nor จะต้องทำให้เหมือนเป็นประโยคคำถาม!!
 
พูดง่ายๆคือ ไอ้ประโยคแรกเมิงก็เติม not อะไรไปตามประสาประโยคปฏิเสธ 
แต่อีกประโยค Nor มานำหน้าปุ๊ป อ๊ะ ไม่ต้องมี not จ้ะ เพราะ nor จัดการให้แล้ว
 
- They haven't finished their homework, nor have they done their final projects.*
  [พวกเค้ายังทำการบ้านไม่เสร็จ แถมโปรเจ็คปลายเทอมก็ยังไปไม่ถึงไหน]
 
*Compound sentence อันนี้เป็นปฏิเสธทั้งคู่ครับ แต่สังเกตว่าประโยคที่ตามหลัง Nor
ไม่มี not แล้ว เพราะคำว่า nor มันเป็นปฏิเสธอยู่แล้ว แถมประโยคยังเรียงเป็นคำถามด้วย
ซึ่งประโยคปกติจะเป็น ...they haven't done their final projects 
แต่เราย้าย v. to have ไปไว้ข้างหน้าเพื่อทำให้เป็นคำถาม และตัด not ออกครับ
 
- She didn't want to join the party, nor did she feel happy to be alone. 
  [เธอไม่อยากไปงานปาร์ตี้ และเธอก็ไม่ได้มีความสุขที่อยู่คนเดียว] เอ๊ะ.. ยังไง คือที่บ้านมีปัญหา?
 
 
 
4. BUT (แต่)
คำนี้รู้จักกันเป็นอย่างดี ใช่เชื่อมประโยคที่ขัดแย้งกัน ตรงข้ามกัน
 
- George is going to buy a lot of postcards as souvenirs, but he is running out of money.
   [จอร์จว่าจะซื้อโปสการ์ดเยอะๆไปเป็นของที่ระลึก แต่เงินของเค้ากำลังจะหมด]  run out of = หมด
 
- Our car broke down on the way up to the mountain, but we managed to fix it at last.
   [รถเราเสียระหว่างทางขึ้นไปบนภูเขา แต่เราก็จัดการซ่อมได้ในที่สุด] 
 
 
 
 
5. OR (หรือ)
อีกคำที่เรารู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี แต่ผมต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า เราจะไม่ค่อยเห็น
or มาเชื่อมประโยคเต็มๆซักเท่าไหร่ครับ ส่วนใหญ่มันก็จะเชื่อมคำ หรือ phrase ซะมากกว่า
 
เชื่อม noun/pronoun/adjective
- Should I have a bicycle or a motorcycle?
- Would you like to go with me or him?   
- That house looks yellow, or maybe pale orange.
 
เชื่อม phrase (วลี)
- Penny. You have to choose either going to class or reading at the library
 
เชื่อม sentence
- They can visit the opera house, or they can choose the national museum.
  [พวกเค้าจะไปชมโรงละครโอเปร่าหรือจะเลือกไปพิพิธภัณฑ์แห่งชาติก็ได้]
 
- I may join your music club, or you may come to my napping club.
  [เราอาจจะไปอยู่ชมรมดนตรีของนาย หรือนายจะมาเข้าชมรมงีบของเราก็ได้นะ] ชมรมไรของมัน
 
 
 
6. YET (แต่)
คำนี้ไม่ต้องอธิบายอะไรมากครับ ใช้เหมือนกับ But ทุกอย่าง แต่พอใช้แล้ว จะดูเป็นทางการ
ขึ้นมา 0.38 ไมโครไดโนเสาร์ 
 
- Tim is the top student of his class, yet he still can't find the right job.
   [ทิมเนี่ยเก่งที่สุดของห้องเลย แต่เค้าก็ยังหางานที่ชอบไม่เจอ]
    สงสารจุงเบย...เข้าสำนวน ช้างตายทั้งตัวเอาตั๊กแตนมาห่อใบตองแห้งปิดบนปากโอ่ง Sealed
 
- Laura is so rich, yet she doesn't want to buy the brand-new Mercedes.
  [ลอร่าเป็นคนรวยมว๊าก แต่กระนั้น เธอก็ไม่ต้องการซื้อรถเบนซ์รุ่นใหม่ล่าสุด] แหม่.....
 
บ้านเราชอบเรียกรถ Mercedes-Benz ว่า เมอร์ซิเดซ เบนซ์ แต่ฝรั่งจะออกเสียงว่า เมอร์เซดิส เบนซ์
 
 
 
7. SO (ดังนั้น)
สมาชิกแก๊ง FANBOYS ตัวสุดท้าย ซึ่งก็เป็นอีกตัวที่เรารู้จักกันดี 
so จะใช้เชื่อมประโยคที่เป็นเหตุ (cause) กับผลลัพธ์ (effect) 
ง่ายๆ จิ๊บิๆ ครับ
 
- We have eaten so much, so we are getting fat!!! 
  [พวกเรากินเยอะมากกกก ดังนั้นเรากำลังจะอ้วนกันและ]
 
- He forgot to turn off the stove, so his house was burnt down. 
   [เขาลืมปิดเตาทำอาหาร บ้านเลยไฟไหม้] แล้วจิไปอยู่ไหน จบข่าววว...
 
 
 
เอาล่ะครับ จบไปกับสมาชิก FANBOYS แห่ง compound sentence ของเรา
แต่ก่อนจะไปต่อกับประโยคแบบสุดท้าย  ผมมีอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ compound sentence 
ซักนิดหน่อยครับ มันคือทางลัดของการเชื่อมประโยคความรวม วุฮ่าๆๆ
 
 
ผม "ไม่" แนะนำให้ใช้วิธีนี้แทนการใช้ FANBOYS นะครับ มันคือการใช้เครื่องหมาย semi-colon (;)
 
- She told him to pick her up; he didn't want to
 
ใส่แทนไปแบบนี้เลยครับ ถามว่าเราจะรู้ความหมายมันได้ยังไง ก็ต้องใช้ sense ของ
คนอ่านเองแล้วล่ะ ว่ามันเป็นสนับสนุน ขัดแย้ง ตบตี วิ่งราว... เห็นไหมฮะ ปัญหามันเยอะ
 
เพราะฉะนั้น การใช้ semi-colon เป็นเพียงทางเลือกในการเขียนเท่านั้นครับ
FANBOYS ยังคงเป็นแก๊งที่ compound sentence เรียกใช้งานอยู่เป็นประจำ
ถ้าจะเขียนประโยคความรวม ลองเรียกใช้บริการแก๊ง 7 เทพนี้ดูนะจ๊ะ
 
 
 
 
 
COMPLEX SENTENCE = (IC) + (DC)  /  (DC) + (IC)
 
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจจะถามว่า เอ๊ะ ไอ้ Dependent clause มันหายหัวไปไหน
ก็จะบอกว่า มันสิงสถิตอยู่ ณ complex sentence แห่งนี้แหละครับ
 
complex sentence หรือ ประโยคความซ้อน ตามคอนเสปของมันก็คือจะต้อง
ซับซ้อน กว่าชาวบ้านข้างบนเค้า แต่ไม่ได้แปลว่า ยากกว่า นะครับ ^^
เพราะมันมีแต่เรื่องง่ายๆในบล็อคนี้เท่านั้น!! Wink
 
ใครยังไม่ยอมไปอ่านเรื่อง Clause VS. Sentence .... ไปด่วนเลยครับ
ไปๆ หยุด อย่าเพิ่งอ่านต่อ... ไปอ่านตอนนั้นก่อน เร็วครับ ยังอีกครับ...
 
 
 
Compound sentence นั้นมีแก๊ง 7 เทพแห่ง coordinating conjunctions อยู่
 
Complex sentence มีหรือจะน้อยหน้า มีเหมือนกันครับ แต่ขอเรียกว่าแก๊ง "หลายเทพ"
แล้วกัน เพราะพี่แกมาเป็นโขยง เยอะ!! ชื่อแก๊งคือ
 
 
"Subordinating conjunctions
 
 
สมาชิกบางส่วนของแก๊งนี้คือ
 
(before = ก่อน / after = หลัง)
(because = เพราะว่า / as = ในขณะที่ เพราะว่า / since =ตั้งแต่ เพราะว่า)
(if = ถ้า / unless = ถ้า..ไม่)
(until = จนกระทั่ง / while = ขณะที่)  
(when = เมื่อ / where = ที่ / how = อย่างไร / what = อะไร/ who = คนที่) 
(although/even though/even if/though = แม้ว่า) 
 
 
 
กฎการเขียนง่ายๆก็คือ ถ้า DC อยุ่หน้า IC ต้องมี comma (,) คั่น
- Because we didn't study hard enough, we failed the mid-term exam.
 
แต่ถ้า IC นำหน้า DC ไม่ต้องมี comma ครับ..... 
- We failed the mid-term exam because we didn't study hard enough.
 
 
บางที DC ก็เข้าไปแทรกอยู่ตรงกลาง IC ก็ได้ (เข้าไปขยาย noun นั่นเอง)
 
เราเรียก DC พวกนี้ได้อีกแบบว่า adjective clause ครับ
คือเป็น ประโยคน้อยๆ ที่เข้าไปขยายคำนาม (ทำหน้าที่เหมือนเป็น adjective เลยแหละ)
 
- The company which was established in 1987 is losing its profit this year.
- Daniel, who is a lawyer, is my cousin.

 
ให้ลองสังเกตว่า ประโยคที่มีคำเชื่อมพวกนี้นำหน้า จะเป็น DC ซึ่งความหมายจะไม่สมบูรณ์
ผมจะขีดเส้นใต้เจ้า DC ไว้ และไฮไลท์แก๊ง subordinating conjunctions นะครับ
 
 
- Before you leave, you must check your belongings.
  [ก่อนจะไป โปรดเช็คทรัพย์สินของคุณด้วยนะจ๊ะ]

- She has played tennis since she was in her ninth grade
   [เธอเล่นเทนนิสมาตั้งแต่ตอนอยู่ ม. 3*] 
 
*บ้านเราจะนับเป็น ป.1 - ป.6 แล้วต่อด้วย ม.1 - ม.6
แต่ต่างประเทศเค้าจะนับรวดเดียว Grade 1-12 เลยครับ
 
- If I were superman, I would sleep on the moon.
   [ถ้าฉันเป็นซุปเปอร์แมนนะ ฉันจะไปนอนเล่นบนดวงจันทร์] ถ้าคิดว่าดีก็ทำต่อไป
 
-  I will never stop looking for my movie ticket until the Earth is attacked by aliens
   [ฉันจะไม่หยุดหาตั๋วหนังอันนั้น จนกว่าโลกจะถูกเอเลี่ยนบุกกก!!!] 
 
- I understand what you are feeling at the moment
  [ฉันเข้าใจความรู้สึกของแกตอนนี้นะ] พร้อมตบบ่า หน้าเก๊ก
 
- When she comes, I will leave.
   [เมื่อเธอมา ชั้นจะไป] โอ้วว ดราม่าาา
 
- I am still thin although I love eating a lot.
  [ฉันยังผอมอยู่ ถึงแม้จะเป็นคนชอบกินเยอะ] ความฝันของสาวๆนะครับ แหม่...
 
- Rebecca who works as a reporter has been sued.
  [ยัยรีเบ็คก้าที่เป็นนักข่าวโดนฟ้องซะแล้ว] 
 
 
จบอย่างสมบูรณ์กับประโยคทั้งสามแบบนะครับ
หวังว่าทุกคนคงจะเข้าใจมากขึ้นว่าประโยคแต่ละแบบต่างกันยังไง และเลือกใช้กันได้ตามใจชอบ
 
เวลาอ่านประโยคภาษาอังกฤษ ก็ลองฝึกเล่นๆดูได้ครับว่า เฮ้ย อันนี้เป็น simple/compound/complex
 
 
Entry นี้จะเน้นไปที่โครงสร้างของภาษาอังกฤษเป็นหลัก 
ถ้าอยากอ่านเรื่องอื่นๆ อย่างเรื่อง คำนาม ก็ไปชมกันได้ที่

"ณ บัด noun
 
 
หรือ ใครที่ยังสงสัยเรื่อง Tense หรือหลักการแบ่งช่วงเวลาในภาษาอังกฤษ
เค้าแบ่งกันยังไง ก็แวะไปดูเพิ่มเติมได้ที่ 
 
"The Twelve Tenses of English"
 
อ่านครบแล้ว รับรองว่า ภาษาอังกฤษ จะเป็นเรื่อง "ง่าย" สำหรับทุกคนครับ
 
 
ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด และขอบคุณนักอ่านที่เพิ่งเคยแวะเข้ามาด้วยนะครับ
 
EASY ENGLISH ยินดีต้อนรับขับไล่ (เย้ยย) ขับสู้ :)
 
 
 
พูดคุยทักทาย ติชม กันได้ที่คอมเม้นท์ด้านล่างนะครับ Embarassed