ณ บัด noun..!!

posted on 09 May 2011 10:15 by first-english in EasyEnglish

กลับมาแล้วคร้าบบบ..

ผมไม่อยากเว้นช่วงให้มันนานเกินไป 

เดี๋ยวจะคิดถึงผมกันซะก่อน

(ใบไม้ไหว). . .


Tongue out


โอเคครับ ไม่คิดถึงก็ไม่ว่ากัน

แต่ถ้าใครคิดถึงภาษาอังกฤษแบบ easy easy ล่ะก็ 

ตามผมมาเลยครับ Wink (งอนนึดนึง!)
 

ต่อจากเรื่อง Tenses คราวที่แล้ว ผมเกริ่นๆไว้ว่าจะเอาเรื่อง Verb 

มาลงให้ แต่ผมว่า ไหนๆเราจะทำอะไรที่มันง่ายๆกันแล้วเนี่ย

เรื่อง noun ก็จัดอยู่ในอันดับต้นๆเลยใช่ไหมครับ


แต่ไม่ต้องกลัว... Verb จะตามมาติดๆเร็วๆนี้แน่นอน

แต่ตอนนี้เราไปทำความรู้จักกับ noun กันก่อนดีกว่า
 
 
ติดตามเรื่อง Noun กันได้ ณ บัด Noun เลยครับ !!



How many kinds of nouns are there in English?

หลายๆคนอาจจะสงสัยเหมือนคำถามด้านบนเมื่อนึกถึงคำนามใช่ไหมครับ
ถ้าเราจะจัดประเภทให้คำนามจริงๆแล้ว จะแบ่งออกมาได้ 5 ประเภท
โดยผมจะจัดให้อยู่ในสองหมวดใหญ่ๆ คือคำนามที่นับได้และนับไม่ได้ครับ


Countable Nouns...

1. Common Noun 

2. Proper Noun 

3. Collective Noun  



Uncountable noun...

4. Material Noun

5. Abstract Noun



มาดูที่ละประเภทกันเลยครับ

อย่างที่เรารู้กัน ส่วนใหญ่คำนามใช้เรียก คน สัตว์ สิ่งของ และ สถานที่

เริ่มจากอันแรกเลย...



1. Common Noun

ตามชื่อมันเลยครับ Common ที่แปลว่า ปกติ ทั่วๆไป งั้นๆ คำนามพวกนี้เป็นคำนาม
ที่เราพูดถึงมันลอยๆ ไม่เฉพาะเจาะจงอะไรมากมาย แบบ งั้นๆ อ่ะนะ

คน :  a man, a woman, a boy, a girl, a grandfather, an aunt

สัตว์: a bird, a dog, an elephant, a giraffe, a bear, a panda

สิ่งของ : a chair, a table, a computer, an eraser, a book

สถานที่ : a house, a school, a university, a convenient store 



2. Proper Noun

คำนามประเภทนี้ใช้กับอะไรที่เฉพาะเจาะจงครับ มักจะเป็นชื่อเสียงเรียงนามต่างๆ
ที่ถูกตั้งขึ้น และขึ้นต้นด้วย capital letter (ตัวพิมพ์ใหญ่)


คน :  John, Anna, Mrs. Smith, Mr. Bean, Voldermort (มาไงหว่า Foot in mouth)

สัตว์: อันนี้ตั้งตามชื่อสัตว์ที่เราตั้งครับ อย่าง BooBoo, Simba, Darng (ไอ่ด่าง)

สิ่งของ : Louis Vuitton, Sony, Casio, Nokia, Samsung, BlackBerry, Apple

สถานที่ : Big C, Naresuan University, Siam Paragon, the Eiffel Tower



3. Collective Noun

ลองสังเกตจากคำว่า collect สิครับ มันแปลว่า สะสม รวมรวม เพราะฉะนั้นคำนาม
ประเภทนี้ก็คือการเอาคำนามมารวมกันเป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นแก๊งนั่นเอง
(ไม่ใช่เด็กแว๊นซ์นะ แต่ก็คล้ายๆ เอ๊ะ ยังไง -*-)

ข้อสังเกตก็คือ คำนามที่อยุ่ด้านหลังจะเป็นรูปพหูพจน์เสมอครับ

a group of students 

a box of pencils

a herd of cattle**

a flock of birds

*a school of dolphins 

a fleet of ships

a gang of thieves

a loaf of bread

a crowd of people**
 
* คำว่า school นั้น ใช้เรียกแทนฝูงปลา หรือสัตว์น้ำต่างๆได้ครับ

** cattle และ people นั้นเป็น plural noun โดยตัวของมันเองอยู่แล้ว 
มันเลยไม่เติม -s ด้วยประการฉะนี้



4. Material Noun

Material = วัสดุ ครับ คำนามประเภทนี้เลยเป็นพวกวัตถุ สสารต่างๆ ที่เป็น mass 
ซึ่งคุณสมบัติของมันคือ "นับไม่ได้" ครับ (uncountable)

- oxygen, hydrogen, silver, *bronze, gold

- sand, stone, metal

- water, juice,  milk, tea, coffee, beer

- sugar, bread, butter, rice, soup, curry

*คนไทยเราชอบเรียกรถสีเงินว่า สีบรอนซ์ ซึ่งมาจากคำว่า bronze ในภาษา
อังกฤษที่แปลว่า "ทองแดง" ครับ Foot in mouth แถมบางคนมีการยังบอกว่า "บรอนซ์เงิน"
อีกแน่ะ  สีเงินก็ใช้ silver ไปเลยครับ  สีบรอนซ์มันไม่ใช่นะจอร์จ ^^



5. Abstract Noun

ประเภทสุดท้ายนี้ชื่อมันดูอาร์ทๆดีนะครับ อิอิ  อย่างที่เรารู้กัน Abstract
(ตรงข้ามกับ concrete) คือเป็นอะไรที่ จับต้องไม่ได้  แต่อย่าง concrete
noun นั้นก็จะเป็น 4 ข้อข้างต้นที่กล่าวมาครับ จับต้องได้ สัมผัสได้

จากคุณสมบัตินี้นอกจากทำให้มันจับต้องไม่ได้แล้ว มันยังนับไม่ได้

(uncountable) เช่นเดียวกับ Material Noun ข้างบนครับ

คำนามพวกนี้ เวลาแปลเป็นไทยแล้วมันจะขึ้นต้นด้วย การๆ ความๆ

ทั้งหลายครับ อย่าง ความงาม ความแข็งแรง การตัดสินใจ การผลิต
รวมถึงชื่อกีฬา และวิชาต่างๆด้วย


คุณสมบัติ สภาพ: beauty, accuracy, honesty, loyalty, strength, poverty

ความรู้สึก: love, feeling, hatred(hate), sadness, fondness, pleasure, pressure

วิชา: Mathematics, Economics, Physics, Chemistry, Biology

กีฬา: football, basketball, tennis, volleyball, rugby, baseball 

เติม -ing: reading, swimming, jogging, cooking, writing


อย่ามาบอกว่าทำไมความเศร้า ความสุข ยังเคยสัมผัสมาแล้ว -*-
ไม่ใช่อย่างน้านนน..พี่น้องง  อันนั้นมันเป็น feeling ที่เรารู้สึกภายใน

"สัมผัสไม่ได้" หมายถึง จับต้องไม่ได้ ในเชิง literal sense น่ะครับ
 
ถ้าใครว่าจับได้จริง หอบ love มาให้ผมซัก 2-3 ตระกร้าแล้วกัน

อิ อิ อิ


. . . . . . . .

เอาล่ะครับ พูดถึงคำนามแล้ว ไม่พูดถึงประเภทคำนามทั้งสองแบบที่แสนจะเบสิก
ได้อย่างไร อิอิ มีใครพอจะเดาออกมั้ยครับว่ามันคืออะไร.. ไง ไง ไงง
(ลืมปิด echo อีกละ Foot in mouth)


Singular Noun  VS  Plural Noun 

คำนาม เอกพจน์ คืออะไร.. 

มันก็คือคำนามที่มีอันเดียว ชิ้นเดียว น่ะสิ แถมยังรวมถึงพวกคำนามนับไม่ได้
ส่วนใหญ่ด้วยนะ

- Do you have a pen? (มีปากกาซักด้ามม่ะ)

- Could you please bring me some water(ขอน้ำหน่อยได้ไหมคะ)

-
 Beauty is one of the criteria used in this contest.
  (ความสวยงามเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่ใช้ในการประกวดครั้งนี้)


คำนาม พหูพจน์ เป็นยังไง..

ก็อะไรที่มีมากกว่าหนึ่ง..  สองอัน สองอย่างขึ้นไปนั่นแหละครับ
รวมถึงคำนามบางคำที่ถึงแม้ตัวมันจะไม่เติม s / es  อย่างที่ผมยกตัวอย่างไปข้างบน
คือรูปของมันเป็นพหูพจน์อยู่แล้ว อย่าง people, children, cattle, poultry ครับ

- These houses are mine. (บ้านแถวเนี้ย ของชั้นหมดเลย)รวยจริงไรจริงนะเจ๊ Sealed

- Lots of people gathered in front of the organization a few days ago.
  (เมื่อสองสามวันก่อนมีคนมาออกันหน้าบริษัทนี้เต็มเลย) 

- Four women stood there for a while before they left. 
  (ผู้หญิงสี่คนยืนอยู่ตรงนั้นซักพักก่อนจะเดินออกมา) 




From singular ---to--> plural...

ทีนี้มาดูกันครับว่า เราจะสามารถเปลี่ยนคำนาม เอกพจน์ ธรรมดาๆ
ให้เป็น พหูพจน์ ซูซ่า.. ได้ยังไง Wink (เติม -s, -es นั่นแหละ)

ผมจะอธิบายคร่าวๆ ให้พอเห็นภาพนะครับ
ตัวอย่างที่ยกมาเป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น 
เพราะนี่ไม่ใช่ตำราไวยากรณ์นะตัวเธอว์ !! ^^



เติม -S

คำนามทั่วๆไปครับ... 

car -- cars          book -- books          
door -- doors     television -- television

(เวลาออกเสียงให้ใส่เสียงซูซ่า เบาๆ ต่อท้ายคำนั้นครับ
อย่างเช่น คาร์ ก็เป็น คาร์ส์   บุ๊ค เป็น บุ๊คส์ ไม่ต้องแบบจัดเต็ม
บุ๊คซู่.... มานะ Yell โกรธจริงๆด้วย)




เติม -es

1.) ใช้กับคำนามที่ลงท้ายด้วยเสียงชู่ๆ ซู่ๆ ครับ (s, ss, x, ch, sh, z) 
ไม่เชื่อไปดู...

class -- classes          watch -- watches
box -- boxes            buzz -- buzzes

(วิธีออกเสียง ให้เหมือนว่า เราเพิ่มพยางค์ไปอีกหนึ่งพยางค์ครับ
แต่ออกเสียงให้พอได้ยิน ไม่ต้องใส่เต็มอีกเช่นเคย
คลาส -- คลาสเซิซ ไม่ใช่ คลาสเส็ด !! [เสร็จละหรอ]
วอช -- วอชเชิซ  ไม่เอา วอชเฉ็ด ครับ)


2.) ลงท้ายด้วย o ก็เติม -es ได้ครับ 
(มันมีกฏนิดนึงว่า หน้า o เป็นพยัญชนะ)

hero -- heroes            potato -- potatoes
tomato -- tomatoes    mango -- mangoes


แต่เดี๋ยวก่อน.. ถ้าคุณโทรมาตอนนี้ ...  ไม่ใช่ละ !!
ยกเว้น: ทุกกฎมีข้อยกเว้นครับ เป็นความจริงอันเจ็บปวด
แต่ถ้าเราคุ้นเคยกับมัน กฎพวกนี้จำได้ไม่ยากเลยครับ
คำพวกนี้จะเมพนิดนึง คือมันเติม -s เฉยๆครับ
(เมพตรงไหนวะ ฮ่าๆ)

photo -- photos (ลองเขียน photoes ดูสิ แปลกๆมั้ยแหละครับ)
kilo -- kilos
dynamo -- dynamos


3.) แต่ถ้าหน้า o เป็นสระ เติม -s อย่างเดียวได้เลยจ้า

zoo -- zoos          kangaroo -- kangaroos
radio -- radios      video -- videos



เปลี่ยน y เป็น i แล้วใส่ -es 

ดูจากกฎนี้แล้ว ก็เดาได้เลยครับว่า ต้องเป็นคำนามที่ลงท้ายด้วยตัว y แน่นอน
(กฎเดิมมาอีกแล้วครับ ถ้าหน้า y เป็นพยัญชนะ เปลี่ยน y เป็น i เติม -es
พูดง่ายๆ เอา y ออก แล้วใส่ -ies เข้าไปเลย)

city -- cities          party -- parties
family -- families    army -- armies


ยกเว้น: ถ้าหน้า y เป็นสระ เติม -s เข้าไปเฉยๆเลยครับ
(ลองใส่ -ies เข้าไปแทน y ดูก็ได้ครับ มันจะฮาาา Cry)

toy -- toy (คงไม่ใช่ toies หรอกนะ)
day -- days
key -- keys
monkey -- monkeys



เปลี่ยน f (หรือ fe) เป็น v แล้วใส่ -es

คำที่ลงท้ายด้วย f กลัวน้อยหน้า y ครับ เลยตั้งก๊กของตัวเองขึ้นมาบ้าง
ว่าถ้าชั้นจะแปลงร่างเป็นพหูพจน์ละก็ f จะต้องหายไป และใส่ -ves เข้าไปแทน

wolf -- wolves          wife -- wives

leaf -- leaves            knife -- knives

ยกเว้น: คำพวกนี้ครับ (อีกแล้วสินะ!!)

belief -- belief (อย่าสับสนกับ believe ที่เป็น verb นะคร้าบ)
dwarf -- dwarfs
chief -- chiefs
gulf -- gulfs



แปลงร่าง เมื่อเป็นพหูพจน์

กลุ่มนี้ร้ายกาจมากครับ เพราะ มันไม่ง้อ -s -es -ies หรือ -ves อะไรทั้งสิ้น
เพราะมันจะแปลงร่างทันที (แคมาดือ อ อ.. ช้อกกาาา) -*-

child -- children          tooth -- teeth
mouse -- mice           woman -- women



ไม่แปลง ไม่เติมอะไรทั้งนั้น นู๋ขี้เกียจ !!

ส่วนใหญ่จะเป็นพวกป. ปลา และสัตว์ ทั้งหลายครับ พวกนี้ไม่แคร์สื่อ..

deer -- deer          sheep -- sheep
fish -- fish             salmon -- salmon 



หน้าตาเป็นเอกพจน์ แต่ใจเป็นพหูพจน์

โดยความหมายแล้ว จะหมายถึงกลุ่มคนนั้นๆ ที่มักจะมีสองคนขึ้นไปเสมอครับ

people (ประชาชน)    offspring (ลูก)     cattle (วัวควาย)      police (ตำรวจ)
majority (คนส่วนใหญ่)    youth (หนุ่มสาว)      clergy (คณะสงฆ์)



หน้าตาเป็นพหูพจน์ แต่ใจเป็นเอกพจน์ (ให้มันได้อย่างนี้สิ Yell)

พวกนี้หน้าตามันจะเติม -s ครับ แต่ดันเป็นเอกพจน์ซะงั้น

news (ข่าว)     mathematics (คณิตศาสตร์)       economics (เศรษฐศาสตร์)      
politics (ก
ารเมือง)     ethics (วิชาศีลธรรม)        phonetics (วิชาสัทศาสตร์)
statistics  (วิชาสถิติ)    mumps  (โรคคางทูม)      measles  (โรคหัด)    



ทั้งตัวและใจเป็นพหูพจน์

หลายๆคำเป็นคำที่อยู่เป็นคู่ๆครับ อย่างพวก กางเกง แว่นตา กรรไกร ทั้งหลาย

scissors (กรรไกร)       shorts (กางเกงขาสั้น)        pants (กางเกงขายาว)      
spectacles / glasses (แว่นตา)     clothes (เสื้อผ้า)        contents (สารบัญ)



กลุ่มสำนึกรักบ้านเกิด (Greek & Latin)

รูปพหูพจน์ของคำเหล่านี้ ยึดตามรูปแบบภาษาดั้งเดิมของมันครับ
ซึ่งส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษนั้นก็มาจากภาษากรีก และละตินซะส่วนใหญ่
ซึ่งตรงนี้เราต้องจำไปครับ (ผมว่ามันเท่ดีนะจะว่าไป) ^^

ลองเดาดูเล่นๆครับว่า เราคุ้นเคยกับรูปเอกพจน์หรือพหูพจน์
ของคำไหนมากกว่ากัน เพราะนั่นแปลว่าเรามักจะใช้รูปนั้นบ่อยกว่าครับ
(เอาตัวอย่างมาให้ดูเยอะหน่อยนะครับ จัดเต็ม !!)

datum -- data               analysis -- analyses
crisis -- crises                phenomenon -- phenomena
alumnus -- alumni         criterion -- criteria
bacterium -- bacteria    medium -- media
aquarium -- aquaria      thesis -- theses
syllabus -- syllabi           curriculum -- curricula   




What do NOUNS do?

คำนามมันทำอะไรบ้างในประโยคนะ ..ครุคริครุคริ  Surprised


อย่างแรกเลยคือ มันเป็น Subject (ประธาน) ของประโยคครับ

- The students are having lunch at the cafeteria. 

- Mike used to be a singer.



จากประธานก็กลายไปเป็น Object (กรรม) ได้เช่นกันครับ


- They are playing football. (กรรมของ play)

- Giraffes eat leaves. (กรรมของ eat)



คำนามยังสามารถเป็น Subject complement (ส่วนขยายนาม) ได้อีกด้วย

- Nudee is a teacher. (ขยายประธาน Nudee)

- These are my textbooks.  
(ขยายประธาน These ซึ่งเราเรียกประธานประเภทนี้เท่ๆได้ว่า
demonstratives ครับ พวก this, that, these, those นั่นเอง) 




NOTE: ข้อสังเกตระหว่าง Object และ Complement นั้นไม่ยากครับ...

Object รือกรรมนั้นจะถูกกระทำโดยตรงจาก Verb ที่ประธานเป็นคนทำ อย่างเช่น

- They eat hamburgers.

เราเห็นได้ชัดเลยว่า "hamburgers" เป็นกรรมโดยตรงของ
Verb "eat" ใช่มั้ยครับ  ซึ่งประธานเป็นคนทำกริยานี้เอง

. . . . . .

ส่วน Complement นั้นจะมีความเชื่อมโยงกับประธานครับ
พูดง่ายๆมันจะเป็นตัวขยาย ให้ประธานมีความหมายสมบูรณ์ โดยที่ไม่ได้เป็น กรรม
ของ Verb แต่อย่างใดครับ ลองดูตัวอย่างอันนี้ครับ

- Fred is a policeman.

สังเกตว่า policeman นั้นเกี่ยวข้องกับประธาน Fred
โดยตรงเลยครับ และก็ไม่ได้เป็นกรรมของ Verb "is" เลย เพราะ V. to be "is" ใน
ประโยคนี้ทำหน้าที่เป็นเพียง *Linking Verb ที่ช่วยเชื่อมความหมายเท่านั้นเองครับ

*(ในทางภาษาศาสตร์ เราจะเรียกกริยาเชื่อมพวกนี้ว่า copula ครับ [plural: copulae])



ยังไม่หมดนะคร้าบ ไอ่เจ้าคำนามนี่มันยังสามารถมาขยายกันเองได้ด้วย
(แย่งหน้าที่ adjective ไปซะงั้น เชอะ) 

- A school boy is listening to his teacher.
(ขยายคำนาม boy ซึ่งคำนาม school ทำหน้าที่เหมือน adjective เลยหละ)

หรือยาวกว่านั้นนิดนึงก็มีครับ...

- Sam, a class president, tells his classmates about the assignments.

- Thailand, the Land of Smiles, is located in South-east Asia.
(ทั้งสองตัวอย่างนี้เป็นกลุ่มคำนาม หรือที่เราเรียกมันว่า Noun phrase ครับ
ซึ่งมาทำหน้าที่ขยายประธานที่อยู่ด้านหน้า เรียกให้แนวๆหน่อยก็เรียกว่า
appositive ได้เช่นกันนะก่าก๊ะ Kiss)



...ผมว่ามาถึงตรงนี้ คุณผู้อ่านก็คงรู้จักคำนามมากขึ้น ส่วนตรงไหนที่อยากรู้เพิ่มเติม
ก็ลองหาดูได้ทั้งจากในหนังสือและอินเทอร์เน็ตครับ เดี๋ยวนี้อะไรๆก็สะดวกสบาย
เราต้องใช้ประโยชน์จากตรงนี้ให้คุ้มค่าที่สุด (แอบมีสาระ) >.< แอร๊ย..

ยังไงก็ขอเชิญ ติชมกันได้นะครับ ผมจะได้เอาไปปรับปรุง พัฒนาบล๊อคนี้ให้ดี
ยิ่งขึ้นต่อไป  อาจจะไม่ได้อัพบ่อยเท่าไหร่ แต่ทุกอันก็ตั้งใจเขียนขึ้นมาจริงๆ
นะเนี๊ยยย...  Money mouth  คริๆ 




ไว้เจอกันตอน
หน้านะคร้าบบบบ 




 

edit @ 13 May 2011 01:16:46 by first-english

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากค่ะ  confused smile

#5 By Kirino (182.52.2.163) on 2013-10-08 11:06

เป็นประโยชน์มากเลยครับผม

ขอบคุณคร้าบ

#4 By Wise (203.131.208.11) on 2012-03-20 12:37

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By Jingal3ell on 2011-08-29 12:33

That's my main determination of making this blog.

Just hope, at least, ones change their attitudes towards the language and realize that it's much easier than they expected. ^^

Thanks for the comment, by the way. big smile

#2 By first-english on 2011-05-14 09:59

촣다!!! I do love your block .^^easy to understand for the beginner .

#1 By Kim Chanok (111.84.40.10) on 2011-05-13 08:17