Language is life! ภาษาคือชีวิต

posted on 10 Apr 2012 14:43 by first-english in EasyEnglish
 
 
จากสิ่งที่เรากำลังทำ / พูด / คิด อยู่ทุกวันนี้  ถ้าจะบอกว่า "ภาษา" มีส่วนเกี่ยวข้อง
กับแทบจะทุกสิ่งในชีวิตประจำวันของเรา ก็คงจะไม่ผิดเท่าไหร่นัก... ว่ามั้ยครับ
 
 
ตอนเรานอนหลับ แล้วฝัน ภาษาที่ได้ยินก็เป็นภาษาแม่หรือภาษาที่เราใช้บ่อยที่สุด
เป็นคนไทยแล้วไปฝันเป็นภาษา ฮิบรู ก็กระไรอยู่นะ... (ว่าแต่มันคือภาษาอะไรหว่า Foot in mouth)
 
 
แต่ละชาติ แต่ละภาษา มีความฝันเป็นภาษาของตัวเอง!!
 
 
หรือจะเป็นตอนไปสมัครเรียน สมัครเข้าทำงาน ภาษาที่เราพูดออกไปก็มีส่วนสำคัญมาก
ในการตัดสินว่าเราจะผ่าน หรือไม่ผ่าน
 
 
 
 
ลองเผลอเอาภาษาที่ใช้กับเพื่อนไปสมัครงานดูสิ
 
"เฮ๊ย มรึง ว่าไง หวัดดี... มาสมัครงานว่ะ รับกูหน่อยดิ แสส" Yell
(ภาพตัดออกมาเป็นด้านนอกห้องสัมภาษณ์ พร้อมกับมีร่างดำๆ ถูกถีบออกมาอย่างไร้เยื่อใย)
 
 
ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่บอกได้เลยว่า ภาษามี "ระดับ" การใช้ของมันอยู่
ภาษาเขียน กับ ภาษาพูด แทบจะเป็นคนละเรื่องกันด้วยซ้ำ!
 
 
"สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อ.... อิอิ เขินอ่ะค่ะ เอ่อ... ชื่อ .. อิอิ จะให้บอกจริงหรอคะ"
 
จากกรณีข้างบนก็คงไม่มีใครพูด "อิอิ" ในชีวิตประจำวัน หรือถ้าพูดจริงคงน่ารำคาญได้โล่
หรือคงดูแปลกจนคนที่คุยด้วยนึกว่าเจ๊คงเพิ่งลงจากยานที่มาจากดาวต่างกาแล็คซี่หมาดๆ
 
 
 
 
"ภาษาคือชีวิต" ก็เหมือนเป็นสิ่งที่บอกกับเราว่า
 
ชีวิต กับ ภาษา มันหนีไม่พ้นกันจริงๆครับ
 
 
ถ้าจะให้เข้ากับ theme ของที่นี่ ก็อาจพูดได้ว่า English is our lives.
(ขออนุญาตพูดถึงภาษาอังกฤษเป็นหลักแล้วกันนะครับ)
 
หรือถ้าตามสโลแกนของ ครูพี่แนนแห่งเอนคอนเสป ที่บอกว่า English is alive!
คือ ภาษาอังกฤษมีชีวิตจริงๆนะ ก็เป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดเช่นกัน
 
 
 
 
 
 
"ภาษา" มีชีวิตได้ยังไงล่ะ ?
 
ภาษามีเกิด ภาษามีตาย  คำศัพท์ใหม่ๆเกิดขึ้นแทบจะทุกวันครับ
และคำเก่าๆก็เสื่อมความนิยมไปในที่สุด
 
 
สิ่งเหล่านี้ ไวยากรณ์ หรือ หลักภาษาเอง ไม่ได้มีส่วนเล๊ย
หากแต่เป็น "การใช้" ของคนเรานี่แหละครับ ที่ส่งผลให้คำบางคำ "ฮิต"
หรือในที่สุดต้องบรรจุเพิ่มลงไปใน dictionary เพราะมีการใช้ในวงกว้างมว๊าก
 
 
อย่างเช่นคำว่า Google คำนี้บรรจุไปเรียบร้อยแล้วครับ
อันนี้ผมเอามาจาก Oxford Dictionary โดย Google เป็นคำกริยา
 
 

Google verb [with object] informal
search for information about (someone or something) on the Internet, typically using the search engine Google.
 
(การค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะการใช้ Google เป็นเว็บไซต์เพื่อการค้นหา)
 
 
 
แม้แต่ผมเองก็เคยเจอคำนี้ในหนังฝรั่งเรื่องหนึ่งครับ คือเพื่อนพระเอกอยากรู้ว่าจะหาข้อมูล
อะไรซักอย่างในอินเทอร์เน็ต ต้องทำไงวะ..? อารมณ์ประมาณนี้ครับ พระเอกก็บอกไปเลยว่า
 
 
"Try googling it!" (ลองหาในกูเกิ้ลดูดิฟระ) Innocent
 
โอ้แม่เจ้า มีรูป -ing ซะด้วยวุ้ย
โดยธรรมชาติของไวยากรณ์ คำว่า try จะสามารถตามด้วย Gerund (V.ing) ครับ
คล้ายๆคำว่า enjoy เพราะฉะนั้น Google ก็เลยต้องเป็น -ing ไปโดยปริยาย ชะแว๊บ...
 
 
 
 
 
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมองว่า มันยังไม่ใช่ชีวิตนะ อย่ามาหลอกชั้นซะให้ยาก

เอาล่ะครับ ลองดูตัวอย่างด้านล่างนี้เลยดีกว่า...
 
 
- It ain't good!
 
- I didn't go nowhere.
 
 
เริ่มที่อันแรกก่อนเลยครับ It ain't good. คำว่า ain't นั้น ในกรณีนี้ใช้แทนคำว่า
isn't / aren't / wasn't / weren't / haven't / hasn't

อะไรที่เป็นปฏิเสธ เจอ ain't คำเดียว One stop service ครับ
คือกูเหมาหมด ไม่แคร์สื่อ ไม่ต้องผันตามกฎของไวยากรณ์ให้ยุ่งยาก
 
 
 
คำนี้เริ่มใช้โดยกลุ่ม African American หรือคนผิวดำที่อาศัยอยู่ในประเทศอเมริกาครับ
ผมไม่รู้ว่าที่มาที่ไปของคำนี้ มันมาจากไหนกันแน่...
 
แต่ในฐานะที่เป็นผู้ใช้ภาษาในการสื่อสารเหมือนกัน ก็ขอเดาว่า คนเหล่านี้ไม่ต้องการ
ความยุ่งยากของหลักไวยากรณ์ที่ Standard English กำหนดไว้
 
พูดง่ายๆ เน้นสื่อสาร เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย.. เท่านี้ก็บรรลุจุดประสงค์สบายแฮแล้วล่ะครับ
 
 
 
 
ส่วนอีกอันที่ว่า I didn't go nowhere. เป็นประโยคปฏิเสธเหมือนกัน ประมาณว่า
"ไม่ได้ไปไหนมาเลยนะเฮ๊ย" ซึ่งจริงๆแล้วควรเขียนว่า I didn't go anywhere. มากกว่า
เพราะเรามี did not มาทำเป็นปฏิเสธแล้ว แต่พี่แกแถม nowhere เข้าไปด้วย ซึ่งก็เป็นปฏิเสธ
เหมือนกันเด๊ะๆ เป็นการซ้อนกันครับ เราเลยเรียกมันว่า Double negative (ปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ)
 
ถ้าเราจะใช้ nowhere เราก็อาจเขียนได้ว่า
 
I went nowhere. ครับ ซึ่งเหมือนกันกับ I didn't go anywhere. 
 
 
Double Negative นี่ก็ใช้กันในหมู่ของ African American เหมือน ain't ข้างบนครับ
 
 
 
มาดูประโยคยอดฮิตติดปากกันดีกว่า คำนี้มี 4 พยางค์สั้นๆ ได้ใจความครับ
ใช้ในการทักทายคนที่เราไม่ได้เจอมานาน (หลายเดือน หลายปี หลายทศวรรษ หลายปีแสง)
 
 
คิดว่าหลายๆคนคงรู้แล้ว...
 
 
..
 
..
 
..
 
 
 
LONG TIME NO SEE!
 
มองดูประโยคนี้คร่าวๆ ก็ได้แต่ร้อง(เป็นภาษาวัยรุ่นนิดนึง)ว่า เหยดดดด.. นี่มันคืออะไร Sealed
 
คนที่ยึดถือหลักไวยากรณ์เป็นชีวิตและจิตวิญญาณอาจจะตะโกนออกมาได้ว่า
 
"แกรมม่ากูอยู่ไหน !!!" และอาจเกิดอาการปวดตับฉับพลัน
 
 
 
เอาล่ะครับ.. long time no see มันเป็นคำที่แสนจะสะดวกสบายในการใช้
เจอหน้าเพื่อน ญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันนานๆก็ "เฮ๊ย.. Long time no see!"
มันจะให้อารมณ์

How are you? หรือ

Haven't seen you for ages!  

How have you been?
 
แต่ว่าใช้แบบเล่นๆ ไม่เป็นทางการครับ
 
 
 
 
ตรงนี้มีหลายข้อสันนิษฐานว่า "มึงมาจากไหน" เออ นั่นน่ะสิ
 
 
บางความเห็นบอกว่ามันมาจากเจ้าของภาษานี่แหละ ที่ไม่อยากยุ่งยาก
ซับซ้อน ก็เลยจัดซะ ว่า Long time (นานเลยนะ) no see (ที่ไม่ได้เจอ)
 
 
 
อีกทฤษฎีนึง (มันเป็นทางการขนาดนั้นเลยเรอะ) บอกว่ามาจากชาวต่างชาติ
ที่เป็นชาวจีนครับ ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ก็อาจไม่รู้ว่า
อั๊ว จา ทั๊ก ลื๊อ ยาง งาย ดี ก็เลยเอามา transformer กลายร่างออกมาดังที่เห็น
 
 
แต่ไม่ว่าคุณจะเชื่อทฤษฎีไหน.. Long time no see ก็เป็นที่นิยมใช้กันอย่าง "แพร่หลาย"
ทั้งเจ้าของภาษาเองก็พูดกันอย่างเมามัน ส่วนคนที่ไม่ได้สปีคอิงลิชเป็นภาษาเกิด
ก็ได้ใช้กันอย่างมันเมา... Undecided
 
 
 
 
 
ถึงตรงนี้อาจจะเห็นภาพมากขึ้นว่า ชีวิตกับภาษา เกี่ยวข้องกันอย่างไม่น่าเชื่อ
ภาษาจะเปลี่ยนไปตามการใช้ สภาพแวดล้อม และปัจจัยนู่นนี่นั่นอีกเยอะแยะครับ
 
 
ถ้ามองมุมกว้างๆอีกหน่อย เราก็จะเห็นว่า เฮ๊ย จริงๆแล้วทุกช่วงจังหวะ
(หรืออาจจะทุกลมหายใจ) นั้นมี ภาษา มาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา
 
 
ในฐานะที่บ้านเรา มีภาษาไทย เป็นภาษาประจำชาติ ภาษาแม่ ซึ่งเราภูมิใจมากๆ
เพราะฉะนั้น การเรียนภาษาที่สอง ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่นๆ
ไม่ควรดำน้ำอยู่แต่ในตำรา หรือนอนกอดหลักแกรมม่าเป็นอาจิณนะครับ
 
ไม่ใช่ผมจะมายุให้เราทิ้งไวยากรณ์อย่างไม่แคร์สื่อ แต่ถ้าเราจะเข้าถึงภาษานั้นให้มากขึ้น
ก็ควรศึกษาวัฒนธรรม (ซึ่งมีหลากหลายอย่างแรงทั่วโลก) ของผู้ใช้แต่ละที่ด้วย
โดยเฉพาะภาษาอังกฤษนี่ ถ้าลองแบ่งเล่นๆ เราจะรู้เลยว่า มันไม่ได้มีแค่
American English และ British English เท่านั้น
 
 
แต่เรายังมี
 
Indian English
Singaporian English
Philippine English
Malaysian English
 
และอีกมากมายก่ายยอดเขาเอเวอเรสต์...
 
ภาษาเดียวกัน แต่ต่างกันทางวัฒนธรรม สังคม และ "ชีวิต" ของผู้ใช้เหล่านั้น
 
 
 
ถ้าเราศึกษาให้รอบด้าน มันก็จะครบองค์ประกอบของการเรียนภาษาครับ
 
Form (รูปแบบ) --> Meaning (ความหมาย) --> Usage (การใช้)
 
 
 
 
 
เรียนภาษาอังกฤษ แล้วศึกษาวัฒนธรรมไปด้วย
 
ผมรับรองว่า เราจะได้อะไรนอกจากหนังสือแบบฝึกหัดอีกเยอะเลยครับ Embarassed
 
แถมมันยัง สนุกอย่าบอกใครเชียวล่ะ ^^

Comment

Comment:

Tweet

Jingal3ell
ขอให้ใช้ชีวิตต่างประเทศและใช้ภาษาอย่างมีความสุขครับ  ขอบคุณที่ติดตามนะครับ big smile

#8 By first-english on 2012-07-10 20:08

ตอนนี้อยู่มาได้เดือนกว่าแล้วครับ คิดว่าดีขึ้นเรื่อยๆอย่างน้อยก็ไม่กลัวที่จะพูดหรือตอบคำถามเหมือนเมื่อก่อน จะติดตามเสมอนะครับ :)Hot! Hot! Hot!

#7 By Jingal3ell on 2012-06-29 20:10

ตอบคุณ Jingal3ell
ขอบคุณมากๆที่ติดตามมาตลอดนะครับ ^^
การไปเรียนต่างประเทศเป็นโอกาสที่ดีในการใช้ภาษาครับ คาดว่าถ้าไปใช้ชีวิตที่นั่นแล้ว ภาษาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆเองครับ
ส่วนถ้าจะให้ผมแนะนำก็คงเป็นการใช้ อาจจะลองศึกษาพวกประโยคที่ใช้ทักทายกันจากหนัง ละคร หรือซีรีย์ที่ชอบก็ได้ครับ เราจะได้วลีเด็ดๆหรือคำทักทายที่เจ้าของภาษาใช้กันบ่อยๆครับ confused smile

#6 By first-english on 2012-06-03 18:10

Hot! Hot! Hot!
ชอบมากครับ :)
ผมจะไปเรียนต่อเมืองนอก พี่มีวิธีใช้หรือทริคอะไรเกี่ยวกับภาษาในชีวิตประจำวัน ในการปรับตัวเกี่ยวกับการไปเรียนต่อของคนเพิ่งไปครั้งไหมครับ ถ้ามีรบกวนเขียนให้อ่านหน่อยนะครับ จะมีประโยชน์มากๆเลยครับ ขอบคุณล่วงหน้านะครับ :)
Hot! Hot! Hot!

#5 By Jingal3ell on 2012-05-16 15:11

ขอบคุณคร้าบบ



สุขสันต์ย้อนหลังวันสงกรานต์ confused smile

#4 By first-english on 2012-04-17 16:59










confused smile confused smile confused smile

Hot! Hot! Hot!

#3 By archrmutsb on 2012-04-13 20:56

ไม่มีความเห็น
มาสาดความสุขใส่อย่างเดียวฮับ...






















big smile big smile big smile
Hot! Hot! Hot!

#2 By Ruj Rattanapahu on 2012-04-13 19:41

By Ysmir !

#1 By GotACurvedSword on 2012-04-10 23:42